♥Welcome to blogger Miss.petcharat pudas♥

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556


ครั้งที่ 6

การทดลอง เรื่อง ลูกโป่งไฟฟ้า

อุปกรณ์ 1. ผ้าขนสัตว์หรือถุงเท้า
              
              2. เศษกระดาษ

               3. ลูกโป่ง


วิธีทำ

1. เป่าลูกโป่งแล้วผูกให้แน่น ถูลูกโป่งด้วยผ้าขนสัตว์ เช่นถุงมือ หรือถุงเท้าก็ได้

2. ถือลูกโป่งจ่อเหนือเศษกระดาษเล็กๆ แล้วดูว่าเกิดอะไรขึ้น
     เมื่อเกิดไฟฟ้าสถิตบนพื้นผิว การถูลูกโป่งด้วยผ้าขนสัตว์ทำให้เกิดการสะสมประจุไฟฟ้า เรียกว่าไฟฟ้าสถิต โดยอนุภาคเล็กๆ เรียกว่าอิเล็กตรอนจะถ่ายเทจาผ้าขนสัตว์ไปให้ประจุลบแก่ลูกโป่ง ประจุลบนี้จึงดึงดูดประจุบวกในกระดาษและแรงดึงดูดมากพอที่จะดูดกระดาษเล็กขึ้นมา
ต่อมาจะเป็นของเล่น 

เป่าเพลงกันเถอะ
อุปกรณ์ 1.หลอดดูด 20 หลอด 2. กระดาษแข็ง ขนาด 10 X 10  3. กรรไกร 4. เทปกาวสองหน้า 5. กาว

วิธีทำ
1. ติดเทปกาวสองหน้า 2 ชิ้นบนกรดาษแข็งที่ขอบตรงข้ามกันให้

ยาวตลอดความยาวของกระดาษแข็ง ลอกกระดาษรองเทปกาวออก


2. ติดหลอดบนกระดาษแข็งโดยให้พาดทับแถบกาวทั้งด้านบน และด้านล่างหลอดติดเรียงกันให้ปลายหลอดเลยออกมาพ้นขอบกระดาษเป็นแนวเดียวกัน

3. ตัดด้านล่างของหลอดออกเป็นแนวทะแยง กะให้หลอดแรกยาวประมาณ 10 ซม. และหลอดสุดท้ายยาวเต็มที่

วิธีการเล่น ถือขลุ่ยหลอดให้ด้านบนหลอดอยู่ใกล้ริมฝีปากล่าง เป่าตลอดแนวบนเพื่อทำเสียง
สรุป ยิ่งเป่าแรงการสั่นสะเทือนยิ่งมากเสียงจึงยิ่งดัง หลอดสั้นจะให้เสียงสูง









ครั้งที่ 5



วันนี้อาจารย์ได้ให้นักศึกษาออกไปนำเสนองาน ของประดิษฐ์ที่เกี่ยว

กับวิทยาศาสตร์ ซึ่งของฉันได้ทำ



ลูกโป่งเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเกี่ยวกับแรงดันอากาศ

อุปกรณ์ 1. ลูกโป่ง    2.  หลอดกาแฟ  3. เข็ม  4. ตะเกียบ

วิธีทำ

นำหลอดกาแฟที่พันสก๊อตเทปไว้ตรงกลาง เสียบเข้าไปในลูกโป่งพัน

หนังสติ๊กไว้ให้แน่นพอสมควร อีกส่วนหนึ่งคือตะเกียบพันข้างบนด้วย

เข็มเพื่อทำแกน เอาเข็มเสียบเข้าไปในหลอด บิดปากหลอดให้เป็นรูป

ตัวเอว เป่าลมเข้าไปในลูกโป่ง

การทดลอง การที่หลอดหมุนเป็นวงกลมได้เพราะแรงดันของอากาศ

 เมื่อปล่อยให้ลมไหลออกจากลูกโป่งทำให้เกิดแรงดันอากาศส่งผล

ให้หลอดหมุนได้จาก




ครั้งที่ 4

     วันนี้อาจารย์ได้นำกล้องของเล่นที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์

จากนั้นอาจารย์ก็ได้เปิด CD เรื่อง มหัศจรรย์ของน้ำ ให้นักศึกษาดู

ก็จะมีการทดลอง โดยเอาผลไม้ไปปั่นแล้วบีบดูว่ามีน้ำอยู่ในผลไม้

หรือไม่ อย่างไร สรุป สิ่งต่างๆที่อยู่บนโลกนี้ล้วนมีน้ำเป็น

ส่วนประกอบ ซึ่งมนุษย์จะมีน้ำอยู่ในร่างกาย 70%

ส่วนผักผลไม้จะมีอยู่ 90%

คุณสมบัติของน้ำ

ของแข็ง

ของเหลว

แก๊ส

โดยการทดลองก็คือ ต้มน้ำแข็งจนเดือด จนกลายเป็นของเหลว ถ้า

เราต้มต่อไปก็จะมีไอขึ้นมา จากนั้นเอาจานที่มีน้ำแข็งไปวางไว้ข้าง

บน น้ำแข็งถูกไอน้ำจึงกลายเป็นหยดน้ำ (การควบแน่น)

ต่อมาเป็นการทดลอง แครอทลอยน้ำ ใส่น้ำลงไปในแก้ว จากนั้นใส่

เกลือลงไป ซึ่งเกลือจะมีน้ำหนักจึงมีโมเลกุลมากกว่า จึงมีแรงดัน

แครอทให้ลอยน้ำได้

ต่อมาเป็นการทดลองเกี่ยวกับแรงกดดันของน้ำ เราจะใส่น้ำเข้าไปใน

ขวดหนึ่งใบแล้วเจาะรูสามระดับเรียงกันลงมา ลองปิดรู เพื่อทำการ

ทดลองจะเห็นได้ว่าน้ำที่อยู่ด้านล่างสุดมีแรงกดดันมากสุดเพราะมี

แรงน้ำจากข้างบนกด สรุป แรงกดดันของน้ำ ขึ้นอยู่กับระดับน้ำ ยิ่ง

ลึกมาก ยิ่งมีแรงกัดดันมาก



วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ครั้งที่ 3


    อาจารย์ได้สรุปเนื้อหาจากที่เรียนในสัปดาห์ก่อนหน้านี้



วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ครั้งที่ 2

อาจารย์ได้ให้นักศึกษาจับกลุ่มทำกิจกรรมเกี่ยวกับความหมาย ความสำคัญ

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

   วิทยาศาสตร์หมายถึง ความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งสามารถแสดงหรือ

พิสูจน์ได้ว่าถูกต้อง และเป็นความจริง โดยใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ แล้วจัด

ความรู้นั้นเข้าเป็นระเบียบ เป็นหมวดหมู่

   ความสำคัญของวิทยาศาสตร์ ทำให้คนได้พัฒนาวิธีคิด   ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล 

  คิดสร้างสรรค์  คิดวิเคราะห์  มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าหาความรู้   มีความสามารถใน

การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ   สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์

พยานที่ตรวจสอบได้    วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่  ซึ่งเป็นสังคมแห่ง

ความรู้  ทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์  เพื่อที่จะมีความรู้ความ

เข้าใจโลกธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น   และนำความรู้ไปใช้อย่างมี

เหตุผล   สร้างสรรค์  มีคุณธรรม 

ครั้งที่ 1

      อาจารย์ได้พูดเกี่ยวกับแนวการสอนในรายวิชา และพูดถึงวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก

ปฐมวัยอย่างคร่าวๆ

 เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นวัย

ที่มีการพัฒนาทางสติปัญญา สูงที่สุดของชีวิต ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็น

ทักษะที่ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยสามารถคิดหาเหตุผล แสวงหาความรู้ สามารถแก้ปัญหา

ได้ตามวัยของเด็ก ควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้ลงมือกระทำด้วยตนเองจากสิ่งแวดล้อมรอบ

ตัวทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นกระบวนการขั้นพื้นฐานหรือทักษะเบื้อง

ต้นที่ควรส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนา มี 7 ทักษะกระบวนการ คือ ทักษะการ

สังเกต ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการวัด ทักษะการสื่อความหมาย ทักษะการลง

ความเห็นจากข้อมูล ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับ

เวลา และทักษะการคำนวณ